แบรนด์ที่ทำธุรกิจแบบ  Brand Friends เหมือนทำของให้เพื่อนใช้

ภาพจาก : FREITAG

.

FREITAG ถือกำเนิดขึ้นในปี 1993 จากความคิดของสองพี่น้องดีไซน์เนอร์ มาคัส และ  ดาเนียล ฟรายทาก (Markus and Daniel Freitag)

โดยพวกเขาทั้งสองเกิดในครอบครัวแถบชนบท  ท าให้ทั้งสองใส่ใจสิ่งแวดล้อมและรักธรรมชาติ จุดเริ่มต้นของไอเดียจริง ๆ เกิดในช่วงเริ่มทำงาน แรก ๆ มาคัสเป็นนักออกแบบดิสเพลย์หน้าร้าน ส่วนคนน้องทำงานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ สิ่งที่ประสบ ร่วมกันคือพวกเขาทั้งสองปั่นจักรยานไปทำงานทุกวัน และต้องทนกับฝนที่ตกเป็นประจำในนครซูริค  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กระเป๋า Messenger Bag ที่มีขายในตลาดก็ไม่ตอบโจทย์การใช้งานทั้งความ ทนทานและการกันฝนให้กับพวกเขา 

ผ้าใบรถบรรทุก และวิวจากหน้าต่างห้องพัก… 

พวกเขาเริ่มมองหากระเป๋าที่สะดวกสำหรับการปั่นจักรยาน โจทย์คือต้องทนทาน กันน้ำ และมี ดีไซน์สวย สุดท้ายพวกเขาก็ตัดสินใจลงมือทำกระเป๋าในจินตนาการขึ้นเอง ซึ่งไอเดียมาหยุดลงตรงที่ ผ้าใบคลุมรถบรรทุกที่เห็นอยู่ทุกวันจากวิวหน้าต่างห้องพัก ผ้าใบถูกนำมาทำความสะอาด ตัดเย็บใน ห้องพักของพวกเขา มาคัสเล่าว่า 

“เราต้องการกระเป๋าที่แข็งแรงและกันน้ า ในปี 1993 เรายังไม่มีอินเทอร์เน็ตที่จะใช้สืบค้นวัสดุ ที่ต้องการได้ บังเอิญที่วิวจากห้องครัวของเราทำให้เห็นรถบรรทุกและผ้าใบที่หมดอายุการใช้งานแต่ สภาพยังดี แล้วหลังจากนั้นก็อย่างที่ทุกคนคงรู้กันอยู่แล้ว” (จากบทสัมภาษณ์ในนิตยสาร a day  BULLETIN ฉบับที่ 431)

.

ชุบชีวิตสิ่งไร้ค่าด้วยดีไซน์… 

กระเป๋า FREITAG ขึ้นชื่อว่าเป็นกระเป๋ารักษ์โลก สองพี่น้องเคยให้สัมภาษณ์ย้อนความหลังว่า  เมื่อปี 1989 พวกเขาเริ่มรู้จักและให้ความสนใจธุรกิจสีเขียวที่มีไอเดียหลักจากการรีไซเคิลสิ่งต่าง ๆ  ผ่านแคมเปญคืนขวดของแบรนด์โยเกิร์ตในประเทศของตัวเองซึ่งสอดคล้องกับไอเดียที่เขานำมาปรับ ใช้ในธุรกิจ กระเป๋าทุกใบของ FREITAG เป็นผลผลิตจากผ้าใบรถบรรทุกที่ใช้งานมาแล้วไม่ต่ ากว่า 3  ปี และนำมาผสมผสานไอเดียกับวัสดุเหลือทิ้งอื่น ๆ ทั้งสายเข็มขัดนิรภัย ขอบยางในรถจักรยาน จนเกิดเป็นกระเป๋าที่มีเอกลักษณ์สุดโดดเด่น 

.

.

.

.

กระเป๋าทุกใบมีเอกลักษณ์ของตัวเอง… 

เสน่ห์สำคัญของกระเป๋า FREITAG นอกเหนือไปจากการนำวัสดุเหลือใช้มาทำประโยชน์สูงสุด แล้วนั้น ยังมีเอกลักษณ์ของตัวเองที่ไม่เหมือนกันในแต่ละใบ ผ้าใบจากรถบรรทุกแต่ละผืนล้วนมี ร่องรอยแตกต่างกัน ลวดลายที่เกิดขึ้นบนกระเป๋าจึงไม่สามารถคาดเดาได้ ทำให้ผู้ที่ครอบครองรู้สึก เหมือนเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้คนเดียวในโลก โดยสองพี่น้องเข้าใจจุดนี้หลังจากได้ชมภาพยนตร์  Wild at Heart ของ David Lynch ซึ่งตัวเอกในเรื่องกล่าวประมาณว่า ‘เสื้อแจ็กเก็ตหนังงูคือสิ่งที่ แสดงความเป็นตัวตนของผม’ แน่นอนสองพี่น้องนำความอยากแตกต่างของคนยุคนี้มาใช้ จนท าให้ บางคนหลงใหลแบรนด์นี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

.

มูลค่าที่แท้จริง… 

มาคัสพูดถึงประเด็นมูลค่าของกระเป๋าแบรนด์นี้ว่า 

“สินค้าของเราตั้งราคาไว้สูงไม่ใช่แค่เพราะมูลค่าทางการตลาด แต่เป็นเพราะขั้นตอนการ ผลิต เราสั่งซื้อวัสดุจากยุโรป ยกตัวอย่าง ผ้าใบรถบรรทุก 1 ผืน ก็ใช้ได้ประมาณครึ่งหนึ่งของ ทั้งหมดที่ได้มา ค่ากระบวนการรีไซเคิล ค่าช่างฝีมือซึ่งเราเลือกใช้ช่างฝีมือชาวยุโรปมากกว่าจะส่งไป ท าในเอเชียที่ค่าแรงถูกกว่า เพราะจะสร้างมลภาวะให้โลกเพิ่มขึ้นอีกจากการขนส่ง ดังนั้น จากราคา  เราจึงไม่ใช่กระเป๋าที่ซื้อใหม่ได้ทุกเดือน เพราะตั้งใจให้คนที่ซื้อไปใช้ผลิตภัณฑ์ของเราให้นานที่สุด และ คุ้มค่าที่สุด” (จากบทสัมภาษณ์ใน a day BULLETIN ฉบับที่ 431) 

.

Simply the Best… 

Simply คือค าหนึ่งที่อธิบายการทำงานของสองพี่น้องคนนี้ได้ดี เพราะไอเดียการแก้ปัญหา ของแบรนด์ FREITAG ได้ดี คือการตั้งต้นจากความง่าย และแปรรูปความแตกต่างให้สัมผัสได้ง่าย  เมื่อเดินเข้าไปในช็อปจะรู้สึกเข้าถึงสินค้าของพวกเขาได้ทันที ดาเนียลเสริมว่า 

“แนวคิดของเราคือใช้วิธีที่เรียบง่ายในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน อย่างชั้นวางสินค้าของเราที่ ประกอบจากกล่องใส่กระเป๋าหลาย ๆ อันให้ออกมาเป็นตู้ใส่กระเป๋า ซึ่งตัวชั้นจะสามารถสูงแค่ไหนก็ได้  กว้างแค่ไหนก็ได้ และเราจะมีลิ้นชักประกอบเข้ากับชั้นวาง ก่อนจะติดรูปกระเป๋าใบนั้นๆ ที่ฝาลิ้นชัก  เพื่อแก้ปัญหาลูกค้าหาสินค้าไม่เจอ เพราะว่ากระเป๋าเราไม่เหมือนกันเลย” 

.

รหัสลับความสำเร็จ… 

กลยุทธ์ทางการตลาดของสองพี่น้องนั้นสวนทางกับตารางธุรกิจทั่วไป ที่มักจะมองเป้าหมายที่ กำไรสูงสุด ลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย แต่พวกเขาบอกเองว่า FREITAG เป็นแบรนด์ที่ทำธุรกิจแบบ  Brand Friends เหมือนทำของให้เพื่อนใช้มากกว่า ดาเนียลเผยว่า 

“เราให้ความสำคัญด้านผลิตภัณฑ์มาตลอดโดยแทบไม่ได้นึกถึงธุรกิจเลย เราพยายามจะ พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ตอนนี้ก็ยังมีความตั้งใจเหมือนแต่ก่อน ไม่ว่าจะทำให้เพื่อนหรือทำออกมาจำหน่ายให้คนอื่นทั่วโลก เราพยายามนำตัวเองเข้าไปเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา โดยไม่ได้ ใช้แนวคิดของการแบ่งกลุ่มลูกค้า แต่เราจะผลิตเฉพาะสิ่งที่เราเชื่อเท่านั้น เราไม่วิ่งเข้าหาเทรนด์ แต่ เป็นการตามหาคนที่มีความสนใจเหมือนกับเรามากกว่า”

(จากบทสัมภาษณ์ใน a day BULLETIN ฉบับ ที่ 324)

 

PORAMEK SOMMEE s.poramek@gmail.com